Category: ทั่วไป

ผ้าทอใยกล้วย จากภูมิปัญญาล้านนาสู่หัตถกรรมสร้างรายได้

กล้วย คือผลไม้พื้นบ้านที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากเสียจนนับไม่ถ้วน ซึ่งนอกจากจะนำส่วนต่าง ๆ ของกล้วยมาปรุงเป็นอาหารรับประทานได้เกือบทุกส่วนแล้ว คนไทยยังนำกาบกล้วยมาต่อยอดสร้างสรรค์งานหัตถศิลป์ได้อย่างน่าชื่นชม โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ทางภาคเหนือได้ทำการค้นคว้า วิจัยและพัฒนาต่อยอดจากเส้นใยกล้วย จนกลายเป็นผ้าทอใยกล้วยที่มีอัตตลักษณ์จากภูมิปัญญาของชาวล้านนาสู่วงการแฟชั่นระดับประเทศ ด้วยคุณสมบัติพิเศษหลายประการของเส้นใยกล้วย เช่น มีความแข็งแรง ทนทาน เหนียวนุ่ม มันเงา ระบายอากาศ และช่วยระบายอากาศได้ดี จึงสามารถนำไปปั่นผสมกับเส้นใยอื่น ๆ เพื่อนำใช้ในอุตสาหกรรมการทอผ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระบวนการผลิตผ้าทอใยกล้วย เริ่มจากการเลือกกล้วยที่ตัดเครือกล้วยออกไปแล้ว นำมาหั่นเป็นท่อน ๆ ยาวท่อนละ 60 เซนติเมตร จากนั้นลอกเปลือกชั้นนอกออก เลือกใช้กาบกล้วยตั้งแต่ชั้นที่ 2 จนถึงชั้นที่ 6 ตัดให้เหลือความกว้างประมาณ 3 นิ้ว ปอกผิวส่วนนอกออกแล้วใช้มีดขูดใยกล้วยตามความยาวจากบนลงล่าง นำใยกล้วยที่ได้ไปผึ่งแดดลมให้แห้ง แล้วจึงย้อมด้วยสีที่ได้จากวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น สีแดงได้จากครั่ง หรือ เปลือกสะเดา สีม่วงจากดอกอัญชัน สีเหลืองจากขมิ้น และสีดำจากผลมะเกลือ เป็นต้น” โดยหลังจากทำการย้อมสีเส้นใยกล้วยแล้ว ช่างทอผ้าจะนำไปขึ้นเส้นยืนและทอกี่กระทบ จนกลายเป็นผ้าทอใยกล้วยสำเร็จรูปเพื่อจำหน่ายสร้างรายได้ หรือนำไปใช้ออกแบบ ตัดเย็บ เสื้อผ้า

ทำไมมีคนนิยมนำผ้าขาวม้า มาตัดเป็นชุดทำงาน

ผ้าขาวม้าเป็นผ้าที่ได้ผลิตมาใช้ประโยชน์หรือมีคุณค่าตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว เช่น นุ่งอาบน้ำ นุ่งแทนกางเกง โพกศีรษะกันแดด เป็นต้น และได้มีการพัฒนาเป็นเสื้อผ้าที่เป็น “ชุดผ้าขาวม้า” ซึ่งเป็นที่นิยมโดยเฉพาะกลุ่มคนในวัยทำงาน ก่อนที่ได้พัฒนาและได้ปรับประยุกต์ไปเป็นชุดทำงานขาวม้านั้น ผ้าขาวม้าได้ขึ้นชื่อและเป็นที่ยอมรับแพร่หลายในประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ก่อนแล้ว เนื่องมาจากพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ไปเยือน โดยทรงฉลองพระองค์เสื้อผ้าไทยลักษณะผ้าขาวม้าลายสี่เหลี่ยมที่มีสีดำกับขาวอย่างงดงามจนได้รับคำสรรเสริญจากชาวต่างชาติ หลายคนมองว่า ผ้าขาวม้ามีแต่ชาวบ้านที่นิยมสวมใส่กันเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วเป็นที่ชื่นชอบในระดับนานาชาติเลยทีเดียว ทำให้มีการพัฒนาจนได้ตัดเย็บในรูปแบบที่ทันสมัย ประณีตสวยงามมากขึ้นกว่าเดิมและได้สืบทอดจนถึงยุคนี้ โดยเฉพาะที่เป็น “ชุดทำงานผ้าขาวม้า” เมื่อผ้าขาวม้าได้สร้างคุณค่าจนเป็นที่รู้จักให้กับผู้คนมากมาย ก็จะเป็นกำลังใจและสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยในการอนุรักษ์ชุดทำงานผ้าขาวม้ารุ่นสู่รุ่นต่อไป ลวดลายของผ้าขาวม้าจะเป็นแบบตารางหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ลวดลายสก็อต ลายทางหรือสี่เหลี่ยมก็ได้ซึ่งจะมีสีที่หลากหลายให้เลือกตามใจชอบ เช่น แดง เขียว ส้ม เหลือง ขาว เป็นต้น และแต่ละสีมีความสดใสตัดกันอย่างงดงาม โดยเฉพาะบางชุดจะมีสีตัดซ้อนกัน 4 – 5 สีหรืออาจมากกว่านั้นก็ได้ ด้วยเหตุนี้ ทำให้ชุดทำงานผ้าขาวม้า มีเสน่ห์จนรู้สึกอยากซื้อมาสวมใส่ไปทำงานกัน เนื้อผ้าที่ดีเยี่ยม ไม่แพ้เนื้อผ้าชนิดอื่น ชุดทำงานผ้าขาวม้ามีระดับคุณภาพอย่างดีเยี่ยมเนื่องจากผู้ผลิตชุดผ้าขาวม้า มีความชำนาญและใส่ใจรายละเอียดของชุดทุกขั้นตอนโดยการใช้ศาสตร์และศิลป์ ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบลวดลาย การเลือกใช้ผ้าและสีที่ทนทาน การตัดเย็บชุด รวมไปถึงการจัดจำหน่ายในราคาที่เข้าถึงได้ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าหรือผู้สวมใส่ในกลุ่มวัยทำงานให้ได้มากที่สุด ถึงแม้ว่าในยุคก่อนมีคนใช้หรือสนใจลดน้อยลงไป

โรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุคนไทย

ประเทศไทยถือได้ว่าเป็นสังคมที่มีผู้สูงอายุจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งวัยอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป จัดว่าเป็นวัยที่มีความเสื่อมของร่างกายและอวัยวะภายในต่าง ๆ อย่างมาก ผู้ที่เป็นบุตรหลานจึงต้องสนใจโรคที่เกิดกับปู่ย่าตายาย เพื่อนำไปสู่การรักษาอย่างถูกต้องตรงสาเหตุโดยเร็ว ในบทความนี้ เราจึงขอยกตัวอย่างโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุคนไทยมาฝากกัน ดังนี้ 1. โรคเบาหวาน โรคเบาหวานเป็นภาวะผิดปกติของระบบการผลิตฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อน เมื่ออายุมากขึ้นจะทำให้ฮอร์โมนชนิดนี้สร้างน้อยลง ผลที่ตามมาคือระดับน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งจะทำให้เกิดอาการปัสสาวะบ่อย หิวน้ำบ่อยขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกอ่อนเพลียและน้ำหนักตัวลดลง หากปล่อยไว้ ไม่ทำการรักษาก็จะทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนต่อเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงอวัยวะที่สำคัญ คือ ดวงตาและไต ทำให้ตาบอดหรือไตวายได้ 2. โรคข้อเข่าเสื่อม ตามสถิติแล้ว ผู้สูงอายุเพศหญิงจะมีปัญหาข้อเข่าเสื่อมมากกว่าเพศชาย ทั้งนี้ ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน หรือเป็นโรคอ้วน จะะทำให้ข้อเข่าเสื่อมได้เร็วยิ่งขึ้นด้วย อาการอักเสบที่เห็นได้ง่าย คือ ข้อเท้าที่บวมนูนขึ้นชัดเจน อาจจะมีอาการขาโก่งผิดปกติ หรือเหยียดขาได้ไม่เต็มที่ร่วมด้วย และหากมีปัญหาโรคกระดูกพรุนร่วมด้วย ก็จะทำให้มีอาการปวดอักเสบรุนแรงขึ้น หลังและขาคดงออย่างรุนแรง 3. โรคทางดวงตา โรคตาที่พบในผู้สูงวัย ได้แก่ จอประสาทตาเสื่อม ต้อหิน ต้อกระจก ฯลฯ ซึ่งจะมีอาการแตกต่างกันไป เช่น ปวดตา ตาพร่ามัว โฟกัสภาพไม่ชัด ฯลฯ

เคล็ดลับ สร้างความมั่นใจเปลี่ยนไปเป็นอีกคน

ความมั่นใจเป็นสิ่งหนึ่งที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ แสดงให้เห็นว่ามีความสามารถกับความภูมิใจในตัวเอง ด้วยเหตุนี้ เราจึงมาบอกสาเหตุที่ขาดความมั่นใจพร้อม 4 เคล็ดลับ ที่ช่วยสร้างความมั่นใจเปลี่ยนไปอีกคนอย่างได้ผล โดยที่ไม่ต้องเสียเงินหรือเสี่ยงเจ็บตัวการไปศัลยกรรมแต่อย่างใด ซึ่งมีอะไรบ้าง มาดูกัน สาเหตุที่ขาดความมั่นใจ – การเลี้ยงดูจากคนในครอบครัวจะเป็นในลักษณะแบบทะนุถนอม คอยช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรก็ตาม จึงไม่เคยแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง เมื่อเวลาเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาในชีวิตก็แก้ไม่ได้เพราะไม่มีประสบการณ์ในการแก้ปัญหา ส่งผลให้ขาดความมั่นใจ – การเลี้ยงดูจากคนในครอบครัวในลักษณะมีความรุนแรง เช่น พ่อแม่ทำร้ายลูกหรืออาจจะดุด่าในขณะที่ลูกจะแสดงความคิดเห็น ทำให้ลูกเกิดความกลัวจนไม่กล้าแสดงออกหรือแสดงความคิดเห็นออกมา – ความเชื่อผิด ๆ ที่ปลูกฝังมาด้วยความคิดที่ว่า “ทำดีแต่อย่าเด่นเพราะจะเป็นภัย” ทำให้บางคนไม่กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นเพราะเกรงว่าจะเด่นเกินเพื่อน หรืออาจจะถูกหาว่าประจบเจ้านาย – คาดหวังไว้สูงเกินไป เมื่อถึงเวลาไม่สามารถทำได้ตามมาตรฐานที่ตั้งไว้ ทำให้เกิดความผิดหวังและรู้สึกเสียใจ จากนั้นมองเห็นแต่ข้อไม่ดีและตำหนิตัวเองว่าไม่มีความรู้ความสามารถที่จะทำสิ่งนั้นให้สำเร็จได้ เมื่อรู้สึกด้อยค่า จึงทำให้ขาดความมั่นใจ 4 วิธีสร้างความมั่นใจเพื่อเปลี่ยนไปเป็นอีกคน เคล็ดลับที่ 1 ไม่กลัวความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ทุกคนไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ล้วนเคยมีความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา เพราะฉะนั้น อย่ากลัวคนปฏิเสธหรือกลัวอะไรก็ตามและหากเมื่อไหร่เกิดความล้มเหลว ก็ให้เรียนรู้แล้วพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องจนมีความเก่งขึ้น ก็จะช่วยเพิ่มความมั่นใจได้เอง เคล็ดลับที่ 2 รับผิดชอบตัวเอง การรับผิดชอบบ่งบอกถึงการไม่ปล่อยปละละเลยชีวิตของตัวเอง หมายความว่า ไม่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ

ยาสามัญประจำบ้าน ต้องมีไว้เผื่อฉุกเฉิน

อย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า ‘ยารักษาโรค’ เป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่สำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ไม่ว่าคุณจะประกอบอาชีพอะไรล้วนป่วยได้เสมอ ด้วยเหตุนี้กระทรวงสาธารณสุขจึงได้มีการกำหนดชนิดของยาสามัญที่ประชาชนควรมีติดบ้านเอวไว้ เพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยของตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปพบแพทย์ให้เสียค่าใช้จ่ายและเวลาเดินทาง สำหรับในปัจจุบันได้มีการระบุยาสามัญประจำบ้านไว้จำนวนทั้งสิ้น 53 ชนิด แบ่งได้เป็น 16 กลุ่ม ซึ่งแน่นอนว่าส่วนใหญ่อาจมีติดบ้านไม่ครบทุกกลุ่ม แต่ยาสามัญประจำบ้านกลุ่มไหนที่จำเป็นต้องมีติดบ้านเผื่อไว้ใช้ยามฉุกเฉินบ้างนั้น ลองอ่านดูนะคะ กลุ่มยาบรรเทาปวดลดไข้ ยากลุ่มแรกที่ขาดไม่ได้โดยเด็ดขาดคือ กลุ่มยาบรรเทาปวดและลดไข้ เป็นอาการที่ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นจึงว่าควรมีไว้ติดบ้านทั้งแบบยาเม็ดและยาน้ำ สำหรับยากลุ่มนี้ ได้แก่ ยาพาราเซตามอล ยาแอสไพริน และแผ่นแปะบรรเทาอาการปวดลดไข้ กลุ่มยาดม หรือยาทาแก้วิงเวียน หน้ามืด คัดจมูก บรรเทาอาการหายใจไม่ออก หากในบ้านมีผู้สูงอายุอาศัยร่วมอยู่ด้วย ห้ามขาดยากลุ่มนี้อย่างเด็ดขาด จากคำโปรยที่ว่าเช็คผลบอลสดทีมโปรดแพ้ชวนเป็นลม คงต้องพึ่งยาดมสูดกลิ่นหอมก่อนขาดใจตาย เพราะมีโอกาสได้ใช้แน่นอน สำหรับยาในกลุ่มนี้ประกอบไปด้วย ยาดม เหล้าแอมโมเนีย ยาแก้คัดจมูก ยาขี้ผึ้งบรรเทาอาการคัดจมูก แนะนำว่าควรมียาหอม ซึ่งเป็นยาแผนโบราณสามัญประจำบ้าน เพื่อใช้คู่กับยาดมเมื่อผู้สูงอายุวิงเวียนศีรษะ กลุ่มยาบรรเทาอาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ต้องยอมรับว่าบ้างครั้งหลายคนก็รู้สึกปวดท้องขึ้นหลังจากรับประทานอาหารมื้อใหญ่ โดยเฉพาะคนที่ชอบอาหารจำพวกบุฟเฟ่ต์เป็นชีวิตจิตใจ หากมีอาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ บ่อย ๆ

คอนโดและบ้านหลังแตกต่างกันอย่างไร

การมีที่พักและที่อยู่อาศัยของคนเราในสมัยนี้จะมีความชอบที่แตกต่างกันออกไป อค่ละคนมีความคิดและความชอบที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นสิ่งที่ตอบโจทย์ของคนเราในสมัยนี้จะมีอยู่หลายแบบแต่วันนี้เราจะมายกตัวอย่างด้วยกัน 2 แบบก็คือ 1.แบบบ้านหลัง จะเป็นกสรใช้พื้นที่มากในการสร้างมากกว่าคอนโดนั้นเอง บ้านหลังจะออกแบบสไตล์ของคนที่ชอบความเป็นส่วนตัวสูง และมีความเรียบง่ายในรูปแบบของแต่ละคน หม่ตำเป็นที่จะหลังใหญ่หนือหลังเล็ก การทำเป็นบ้านแบบหลังเดียวนี้ ข้อดีก็มีอยู่หลายอย่างเช่น มีความเป็นส่วนตัวมาก มีพื้นที่ใช้สอยได้เยอะพอสมควร ยังมีอีกมากมายสำหรับคนที่ชอบบ้านแบบเป็นหลังๆแบบนี้ บ้านเป็นหลังแบบนี้เหมาะสำหรับคนที่มีครอบครัว และชอบที่จะมีความเป็นส่วนตัวมากที่สุด และอยากที่จะมีพื้นที่ใช้สอยมากเป็นพิเศษ บอกได้เลยว่าเหมาะมากที่สุดกับครอบครัวทุกคนในปัจจุบัน ส่วนมากวัยรุ่นหรือวัยคนทำงานมักจะอยากมีที่อยู่อาศัยที่หรูหราต้องเลือกเป็นคอนโด และจะเป็นส่วนใหญ่เลยก็ว่าได้ ที่จะเลือกซื้อกัน 2.คอนโด เป็นที่อยู่อาศัยสำหรับคนที่ทันสมัยหน่อยและไม่ได้อยู่เป็นแบบครอบครัว จะประมาณว่า ซื้อไว้พักอาศัยเป็นบางครั้งบางคราวเท่านั้น คนส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีฐานะทางการเงินหน่อย คอนโดจะมีห้องหลายห้องอยู่เหมือนกัน มีพื้นที่ไว้ใช้สอยได้เหมือนแต่จะน้อยกว่าบ้านหลังแน่นอนอยู่แล้ว จะมีเป็นห้องนอนอาจจะซัก 2-3 ห้องเห็นจะได้ ห้องน้ำ 1-2 ห้องนั่งเล่น แล้วแต่คอนโดแต่ละที่อีกด้วย จะตกแต่งออกแบบมาไม่เหมือนกัน คอนโดเป็นที่ต้องการของใครหลายๆคนที่อยากจะมีบรรยากาศอยู่ในมุมสูง และมีทิวทัศน์ที่สวยงามมองเห็นวิวแสงไฟเมืองกรุงในยามราตรีนั้นเอง จึงเป็นที่นิยมในคนหมูมากที่วมัยนี้จะเลือกซื้อกันเพราะสิ่งเหล่านี้ และนี่เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับคนเราในปัจจุบันทุกคนที่จำเป็นต้องมีที่พักอาศัยที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นบ้านหลังหรือคอนโดก็ตาม ไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไร เนื่องจากความคิดของคนเราในสมัยนี้มีความคิดที่ไม่เหมือนกันเอป็นธรรมดา ต่างคนต่างมีความชอบที่แตกต่างกันออกไป การเลือกที่อยู่อาศัยควรเริ่มจากการที่เจ้าของบ้านนั้นเป็นที่ชอบ หรือความต้องการทั้งนั้น จะไม่ใช่เพราะการโอ้อวดหรืออะไรต่างๆ การตัดสินใจต้องเด็ดขาดในการเลือกที่จะซื้อรูปแบบบ้านที่ไม่เหมือนกันขนาดนี้ และเชื่อว่าทุกคนในสมัยนี้ จะมีการตัดสินใจที่ดี และรอบคอบในการคิดที่จะซื้อคอนโดหรือบ้านหลังก็ตาม ซึ่งบอกได้เลยว่าคนที่เลือกไปแล้วนั้นล้วนแล้วแต่เหมาะในการใช้ชีวิตประจำวันได้ดีที่สุด การเลือกที่อยู่ที่เหมาะสมกับเรามากที่สุดนั้น ถือเป็เรื่องที่สำคัญมากเลยทีเดียว